การเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพ/ดัดแปลงพันธุกรรมขยายตัว 100 เท่าจากปี 2539
Posted Mar 15, 2013 16:00 (GMT +7)
มะนิลา, ฟิลิปปินส์--(บิสิเนส ไวร์)--20 ก.พ.2556
ปัจจุบัน ประเทศกำลังพัฒนาได้กลายเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งรวมถึงซูดานและคิวบาที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เป็นรายล่าสุด
นับเป็นครั้งแรกหลังจากการเปิดตัวพืชเทคโนโลยีชีวภาพ/ดัดแปลงพันธุกรรมเมื่อเกือบ 2 ทศวรรษก่อน ที่ประเทศกำลังพัฒนาเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพได้มากกว่าประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารและบรรเทาความยากจนในภูมิภาคที่ด้อยโอกาสที่สุดในโลกบางแห่ง
รายงานซึ่งเผยแพร่ในวันนี้โดยองค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) ระบุว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพคิดเป็นสัดส่วน 52% ของทั่วโลกในปี 2555 เพิ่มขึ้นจาก 50% ในปีก่อนหน้า และมากกว่าที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเพาะปลูกได้ 48% ในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ พื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนถึง 100 เท่าสู่ระดับ 170 ล้านเฮคตาร์ จาก 1.7 ล้านเฮคตาร์ในปี 2539 ซึ่งเป็นปีที่มีการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ?สถิติดังกล่าวส่งผลให้พืชเทคโนโลยีชีวภาพเป็นเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืชที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วที่สุดในยุคนี้? ไคลฟ์ เจมส์ ผู้เขียนรายงานประจำปี ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่ากล่าว
การเพาะปลูกพืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนาได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และในที่สุดก็ถึงจุดหักเหด้วยการแซงหน้าประเทศอุตสาหกรรมในปี 2555 นับเป็นความสำเร็จซึ่งครั้งหนึ่งหลายคนเคยคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นายเจมส์กล่าว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ทั่วโลกเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน
?การขยายตัวดังกล่าวสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิจารณ์ ซึ่งได้เคยประกาศกร้าวก่อนที่จะมีการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2539 ว่า พืชเทคโนโลยีชีวภาพเหมาะสำหรับประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น และจะไม่ได้รับการยอมรับและนำไปเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนา? นายเจมส์กล่าว
รายงานดังกล่าวได้เน้นย้ำให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนามีความตระหนักมากขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของการเพาะปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดเชื้อเพลิง เวลา และเครื่องจักร ลดการใช้ยาฆ่าแมลง ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นและมีวัฏจักรการปลูกเพิ่มขึ้น
ในระหว่างปี 2539-2554 พืชเทคโนโลยีชีวภาพได้ช่วยสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร ความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ด้วยการเพิ่มมูลค่าผลผลิตพืชเป็น 9.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นด้วยการลดการใช้ยาฆ่าแมลงลง 473 ล้านกก. ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 2.3 หมื่นล้านกก.ในปี 2554 เพียงปีเดียว หรือเทียบเท่ากับการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนลงได้ 10.2 ล้านคัน ช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการรักษาพื้นที่เพาะปลูกได้ 108.7 ล้านเฮคตาร์ ตลอดจนลดความยากจนด้วยการช่วยเกษตรกรรายเล็กกว่า 15 ล้านคนและสมาชิกครอบครัวของพวกเขารวมกว่า 50 ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดในโลก อย่างไรก็ดี ถึงแม้พืชเทคโนโลยีชีวภาพจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่ยาสารพัดโลก โดยจะต้องยึดแนวทางการเพาะปลูกที่พึงปฏิบัติ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน และ การบริหารจัดการความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับพืชเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากไม่ใช่พืชที่ได้จากการเพาะปลูกตามปกติ
การขยายตัวรวดเร็วเป็นประวัติการณ์
เกษตรกรทั่วโลกทำสถิติปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมากถึง 170.3 ล้านเฮคตาร์ในปี 2555 เพิ่มขึ้น 6% หรือ 10.3 ล้านเฮคตาร์จากปี 2554 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ของเกษตรกรทั่วโลก อันเนื่องมาจากผลิตภาพและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
?เหตุผลสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่สนับสนุนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของเกษตรกรในเทคโนโลยีชีวภาพก็คือ พืชเทคโนโลยีชีวภาพให้ประโยชน์ต่อเศรษฐสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมายและยั่งยืน? เจมส์ระบุ
เกษตรกรที่มีทรัพยากรจำกัดได้รับประโยชน์สูงสุด
รายงานขององค์การไอซ่ายังยืนยันด้วยว่า อัตราและขอบเขตของการนำพืชเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ในประเทศกำลังพัฒนานั้นสูงกว่าในประเทศอุตสาหกรรม โดยพืชเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตอย่างน้อย 3 เท่าในแง่ของความเร็ว และ 5 เท่าในแง่ของขนาด ที่อัตราส่วน 11% หรือ 8.7 ล้านเฮคตาร์ เมื่อเทียบกับ 3% หรือ 1.6 ล้านเฮคตาร์ในประเทศอุตสาหกรรม
เกษตรกรจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 17.3 ล้านคนได้ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพในปี 2555 เพิ่มขึ้น 600,000 คนจากปีก่อนหน้า ซึ่งกว่า 90% ของเกษตรกรเหล่านี้ หรือมากกว่า 15 ล้านคน เป็นเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาที่มีทรัพยากรจำกัด ?ความไม่มั่นคงทางอาหารทั่วโลก ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากราคาอาหารที่สูงจนเกินไปนั้น ถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวงที่พืชเทคโนโลยีชีวภาพสามารถช่วยได้? เจมส์ระบุ
ซูดานและคิวบาสร้างประวัติศาสตร์
ซูดานและคิวบาได้เริ่มปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเป็นครั้งแรกในปีที่แล้ว โดยซูดานได้ปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรม และกลายเป็นประเทศที่ 4 ในทวีปแอฟริกาที่ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพเชิงพาณิชย์ ต่อจากแอฟริกาใต้ บูร์กินาฟาโซ และอียิปต์
ในขณะเดียวกัน เกษตรกรคิวบาได้เพาะปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพพันธุ์ผสมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศวิทยาอย่างยั่งยืน และปลอดยาฆ่าแมลง
ประเทศที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ประเทศ แบ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ และประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ เทียบกับจำนวน 19 ประเทศและ 10 ประเทศตามลำดับในปี 2554 โดยประมาณ 60% ของประชากรทั่วโลก หรือประมาณ 4 พันล้านคนอาศัยอยู่ใน 28 ประเทศเหล่านี้
พืชเทคโนโลยีชีวภาพในบราซิลเพิ่มขึ้น 21%
จีน อินเดีย บราซิล อาร์เจนตินา และแอฟริกาใต้ ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 40% ของจำนวนประชากรทั่วโลก ได้ปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ 78.2 ล้านเฮคตาร์ หรือ 46% ของพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกในปี 2555
บราซิลเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้การปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกขยายตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันในปี 2555 ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของประเทศในการเป็นผู้นำระดับโลกด้านการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยบราซิลรั้งอันดับ 2 เป็นรองเพียงสหรัฐ ในเรื่องพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ ด้วยพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 6.3 ล้านเฮคตาร์ หรือ 21% แตะที่ 36.6 ล้านเฮคตาร์ในปี 2555 เมื่อเทียบกับ 30.3 ล้านเฮคตาร์ในปี 2554
ระบบการอนุมัติตามหลักวิทยาศาสตร์ที่รวดเร็วช่วยให้บราซิลสามารถนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ได้ในเวลาที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น บราซิลเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้มีการเพาะปลูกถั่วเหลืองที่ต้านทานแมลงและยากำจัดวัชพืชในเชิงพาณิชย์ในปี 2556 นายเจมส์ระบุ
อินเดียเพาะปลูกฝ้ายเทคโนโลยีชีวภาพจำนวน 10.8 ล้านเฮคตาร์ หรือคิดเป็นอัตราการยอมรับ 93% ในขณะที่เกษตรกรรายเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดในจีนเพาะปลูกฝ้ายเทคโนโลยีชีวภาพ 4.0 ล้านเฮคตาร์ คิดเป็นอัตราส่วน 80%
สหรัฐยังคงเป็นประเทศผู้เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพรายใหญ่สุดของโลก
สหรัฐยังคงเป็นประเทศผู้นำโดยมีพื้นที่เพาะปลูก 69.5 ล้านเฮคตาร์ ซึ่งคิดเป็นอัตราการยอมรับเฉลี่ย 90% สำหรับพืชทุกชนิด รายงานระบุว่า ภัยแล้งครั้งร้ายแรงในปี 2555 ได้สร้างความเสียหายต่อพืชหลายชนิด โดยการประมาณการครั้งล่าสุดบ่งชี้ว่า ภัยแล้งดังกล่าวส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยในปี 2555 ลดลง 21% และผลผลิตถั่วเหลืองเฉลี่ยลดลง 12% เมื่อเทียบกับผลผลิตในปี 2554
ในขณะเดียวกัน แคนาดามีพื้นที่เพาะปลูกคาโนลา 8.4 ล้านเฮคตาร์ คิดเป็นอัตราการยอมรับ 97.5% ขณะที่ยุโรปเพาะปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 129,071 เฮคตาร์ในปี 2555 อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและสวีเดนไม่สามารถเพาะปลูกมันฝรั่งเทคโนโลยีชีวภาพ Amflora ต่อไปได้ เนื่องจากมีการยกเลิกการจำหน่าย ด้านโปแลนด์ยุติการปลูกข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากความไม่สอดคล้องด้านกฎระเบียบในการตีความของกฎหมายร่วมกับอียู
ความท้าทายในปัจจุบัน
การขาดระบบการกำกับดูแลที่คุ้มทุนและเวลา ตลอดจนมีความเหมาะสมตามหลักวิทยาศาสตร์ ยังคงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญสำหรับการเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเจมส์ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กและยากจนจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่มีความรับผิดชอบ เข้มงวด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยุ่งยากจนไป
?พืชเทคโนโลยีชีวภาพมีความสำคัญแต่ไม่ใช่ยาสารพัดโรค? เขากล่าวเสริม ?การยึดแนวทางการเพาะปลูกที่พึงปฏิบัติ เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน และ การบริหารจัดการความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับพืชเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากไม่ใช่พืชที่ได้จากการเพาะปลูกตามปกติ?
สำหรับในระยะใกล้นั้น การเพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจากมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ข้าวโพดเทคโนโลยีชีวภาพที่ทนต่อภัยแล้งได้รับอนุญาตให้เพาะปลูกในสหรัฐได้เป็นครั้งแรกในปี 2556 เช่นเดียวกับการปลูกถั่วเหลืองที่มีลักษณะรวมเป็นครั้งแรกในบราซิลและอีกหลายประเทศในอเมริกาใต้ในปี 2556 สำหรับในฟิลิปปินส์นั้น อยู่ในระหว่างการขออนุมัติปลูกข้าวทองที่มีวิตามินเอสูงในปี 2556/2557 ส่วนในอนาคต นายเจมส์ระบุว่า การขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากอัตราการยอมรับของพืชหลักๆในตลาดอิ่มตัว ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรม อยู่ในระดับสูงแล้ว
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือบทสรุปผู้บริหารได้ที่ www.isaaa.org
องค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร โดยมีเครือข่ายศูนย์กลางนานาชาติสำหรับแบ่งปันความรู้และการใช้พืชเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยและความยากจน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไคลฟ์ เจมส์ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า ได้ใช้ชีวิตและ/หรือทำงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา โดยอุทิศตนให้กับงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่พืชเทคโนโลยีชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก
ติดต่อ:
ตัวแทนองค์การไอซ่า
จอห์น ดัทเชอร์ (John Dutcher)
โทร: 515-334-3464
อีเมล: dna@qwestoffice.net "
Distribute your news release with us
-
Print
Our media lists include news desks at all leading Thai and English-language dailies.
-
Radio & TV
We deliver your news to leading Thai radio stations and TV channels.
-
Internet Sites
All releases are submitted to Internet news sites, including several with guaranteed pickup.
Our Self-Serve News Release Couldn't Be Simpler
Our streamlined online process makes it simple and fast to submit your news to the Thai media. Once registered, just enter or copy your text into our submission form and you'll see an instant preview with our fee based on the word count, translation, and any attached image. To confirm submission, hit Enter to be taken to our payment processor. Once payment is approved, your release passes automatically to our news desk for translation and dissemination by our skilled and experienced team. You'll be kept informed at each step of the process.
